ยืน ภู่วรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นที่แน่นอนว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต ภาระหน้าที่การงานต่างๆ จะเกี่ยวข้องกับไอทีเป็นสำคัญ ลองย้อนดูการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เริ่มใช้งานมาประมาณสิบปีเศษเท่านั้น ปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้ ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลถึงกัน ติดต่อเรียกเก็บเงินและรายการซื้อขายผ่านโทรศัพท์ อ่านอีเมล์ หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ขณะเดียวกันเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาก็มีความก้าวหน้าและพัฒนาจนสามารถเพิ่มขีดความสามารถช่วยงานส่วนตัวได้
สังคมการเรียนรู้ในยุคใหม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อิเล็กทรอนิกส์ มีการดำเนินการแบบออนไลน์มากขึ้น การจองตั๋วเครื่องบิน การจ่ายเงินค่าสาธารณูปโภค การติดต่อหาข้อมูลข่าวสารทางราชการ สามารถใช้บริการแบบออนไลน์ได้ มีการเรียนรู้จากขุมความรู้โลก (world knowledge) การสร้างขบวนการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะระยะทางไม่มีความหมาย เราสามารถสร้างห้องเรียนเสมือนจริง มีระบบการเรียนผ่านเครือข่าย เรียกค้นข้อมูล และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สังคมการเรียนรู้จึงเน้นที่เรียนได้มาก ต้นทุนต่ำ และสามารถเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้

รูปที่ 1 การบริการต่าง ๆ จะมีรูปแบบ eService
กิจการทางด้านธุรกิจบริการต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมาก การให้บริการต่างๆ เช่น e-Banking จะทำให้รูปแบบการบริการเป็น e-Service ที่ผู้ใช้บริการมีความสะดวกสบายมากขึ้น การใช้จ่ายเงินตราอยู่ในรูป e-Cash สั่งจ่ายเงินทองผ่านทาง e-Money มีการลงลายมือชื่อด้วย e-Signature และจ่ายผ่านทาง Payment gateway การดำเนินธุรกรรมในองค์กรจึงเน้นทางด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า EDI เป็นหลัก
บริการทางธนาคาร
บริการจองตั๋วโดยสารเครื่องบิน
บริการจองตั๋วภาพยนตร์
รูปที่ 2 การให้บริการ eService ของธุรกิจบริการต่าง ๆ
สังคมใหม่ ภาครัฐต้องเป็น e-Government
หน้าที่หลักของหน่วยงานภาครัฐคือการให้บริการประชาชน ทุกหน่วยงานของรัฐบาลมีหน้าที่หลักที่จะต้องทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ภาระกิจเหล่านี้จึงเกี่ยวโยงกับประชาชนโดยตรงในอดีตที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐยังดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารในลักษณะต่างคนต่างทำ เช่นเมื่อมีคนป่วยเข้ามารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็ต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคนป่วย เมื่อแจ้งเกิดที่หน่วยทะเบียนราษฎร ก็จะได้ใบเกิดและมีการขึ้นทะเบียนไว้ในทะเบียนบ้าน ครั้นเมื่อเด็กเติบโตเข้าโรงเรียนก็มีการขึ้นทะเบียนเข้าเป็นนักเรียน มีการบันทึกข้อมูลการศึกษา ครั้นอายุถึงการขึ้นทะเบียนทหาร ก็แจ้งที่หน่วยทะเบียนเพื่อขึ้นทะเบียนทหาร เมื่อทำงานในหน่วยงานใดก็ขึ้นทะเบียนเป็นพนักงานองค์กรนั้น มีการเสียภาษีก็มีทะเบียนการเสียภาษี เมื่อขอใบอนุญาตขับขี่จากกรมการขนส่งทางบก ก็ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก

รูปที่ 3 การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต
สภาพการทำงานที่ต่างคนต่างทำย่อมสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ เปลืองแรงงาน กำลังคน เปลืองเวลามหาศาล ซึ่งแน่นอนยิ่งคือการบริการประชาชนก็คงไม่ดี เพราะต้องยุ่งยากหรือเสียเวลาเมื่อเทคโนโลยีไอทีได้ก้าวหน้าจนทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลได้มากและเร็ว สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย การดำเนินการต่าง ๆ ในภาครัฐจึงเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีการ แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือใช้ข้อมูลร่วมกัน ซึ่งหากพิจารณาให้ดีเช่น หน่วยงานทะเบียนราษฎรมีหน้าที่ในการดูแลและรับผิดชอบเรื่องทะเบียนประชากร ดังนั้นเมื่อเด็กมาสมัครเข้าเรียน ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องคัดสำเนาทะเบียนบ้านมายื่นที่โรงเรียน โรงเรียนน่าจะเชื่อมต่อออนไลน์เพื่อตรวจสอบข้อมูลได้ทันที
ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐเกือบทุกแห่งมีฐานข้อมูลดำเนินการของตนเอง มีการวาง เครือข่ายภายใน มีการเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต หรือเชื่อมเครือข่ายระหว่างหน่วยงานบ้างแล้ว ดังนั้นการดำเนินร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันจึงมีแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้ บริการของรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะต้องให้ความสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เมื่อมีผู้สมัครงานที่บริษัท บริษัทต้องการตรวจสอบหลักฐานการจบการศึกษาของบุคคลผู้สมัคร ก็สามารถเชื่อมโยงเข้ามาเรียกค้นข้อมูล ผู้สำเร็จการศึกษารายนั้น ๆ ได้ สถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บเอกสารหลักฐานบางอย่างที่หน่วยงานของรัฐบางแห่งดูแลอยู่แล้ว เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบทหารกองเกิน เอกสารบางอย่างที่เกี่ยวกับวันเกิด เป็นต้น เพราะการตรวจสอบกับหน่วยงานต้นที่เก็บ ข้อมูลกระทำได้โดยตรง
โมเดลของ e-Government จึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน โดยให้แต่ละหน่วยงานของรัฐที่ดูแลฐานข้อมูลหลักรับผิดชอบและบริหารเฉพาะข้อมูลของตน มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนที่อยู่ข้อมูล และรับรู้ข้อตกลงสิทธิการใช้ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ มีระบบการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การเรียกค้นข้อมูลจะต้องผ่านหน่วยกลางเพื่อตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ
ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐเกือบทุกแห่งมีฐานข้อมูลดำเนินการของตนเอง มีการวาง เครือข่ายภายใน มีการเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต หรือเชื่อมเครือข่ายระหว่างหน่วยงานบ้างแล้ว ดังนั้นการดำเนินร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันจึงมีแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้ บริการของรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะต้องให้ความสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เมื่อมีผู้สมัครงานที่บริษัท บริษัทต้องการตรวจสอบหลักฐานการจบการศึกษาของบุคคลผู้สมัคร ก็สามารถเชื่อมโยงเข้ามาเรียกค้นข้อมูล ผู้สำเร็จการศึกษารายนั้น ๆ ได้ สถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บเอกสารหลักฐานบางอย่างที่หน่วยงานของรัฐบางแห่งดูแลอยู่แล้ว เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบทหารกองเกิน เอกสารบางอย่างที่เกี่ยวกับวันเกิด เป็นต้น เพราะการตรวจสอบกับหน่วยงานต้นที่เก็บ ข้อมูลกระทำได้โดยตรง
โมเดลของ e-Government จึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน โดยให้แต่ละหน่วยงานของรัฐที่ดูแลฐานข้อมูลหลักรับผิดชอบและบริหารเฉพาะข้อมูลของตน มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนที่อยู่ข้อมูล และรับรู้ข้อตกลงสิทธิการใช้ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ มีระบบการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การเรียกค้นข้อมูลจะต้องผ่านหน่วยกลางเพื่อตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ

รูปที่ 4 รูปแบบโมเดลการใช้ข้อมูลร่วมกันแบบหนึ่ง
การดำเนินการทางด้าน e-Government เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องเกี่ยวโยงกับข้อมูลในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล และรูปแบบการให้บริการ เพื่อให้ภาพรวมเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จได้
มาตรฐานการจัดการเอกสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเว็บเซอร์วิส
การสร้างมาตรฐาน html มีรูปแบบลักษณะเป็นแท็ก (tag) ที่กำกับข้อมูลที่รับส่งกันใน โปรโตคอล http บราวเซอร์จะแปลความหมายแท็กแล้วนำแสดงผลตามที่ต้องการ แท็กที่กำหนดในมาตรฐาน html เน้นการแสดงผล การจัดรูปแบบเอกสารเพื่อแสดงบนจอภาพไม่เหมาะกับงานอื่น
แต่เมื่อการบริการบนเว็บเข้าสู่ยุคที่สามที่มีลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ในรูปแบบการโต้ตอบกันมากขึ้น การจัดการข้อมูลจึงต้องปรับสร้างมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดแท็กเพื่อการประมวลผล การขยายผลจาก html ออกไป และเรียกว่า XML XML เป็นสิ่งที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความคล่องตัวสำหรับกาประมวลผลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่าย

รูปที่ 5 การใช้ XML เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล
การใช้ XML จึงเป็นหนทางที่ใช้ในการทำงานร่วมกัน และจะเป็นแนวทางในการกำกับดูแล เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนและประมวลผลร่วมกันบนเครือข่าย
การบริการแบบเว็บบริการและการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น
เป็นที่แน่ชัดว่าแนวทางการเชื่อมโยงแบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้น และเป็นความจำเป็นที่จะดำเนินการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เพราะการเชื่อมโยงแบบอิเล็กทรอนิกส์ทำได้สื่อสารเร็ว ได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ให้บริการได้ดี ที่สำคัญคือทำได้ด้วยคุณภาพดี สามารถสร้างสีสรรเพื่อการนำเสนอ มีรูปแบบเป็นแบบดิจิตอล และต้องเป็นหน่วยงานบริการผ่านทางเว็บ
ดังนั้นการดำเนินการเหล่านี้จะต้องดำเนินการแบบ one stop service โดยแต่ละองค์กรจะทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งหน่วยบริการ ที่มีการให้บริการแก่มวลสมาชิกของตนเอง และเมื่อสมาชิกติดต่อขอใช้บริการแล้วจะต้องได้รับบริการที่เบ็ดเสร็จ ความสำคัญของการให้บริการจึงต้องมีระบบการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่น เพื่อดำเนินการร่วม ด้วยเทคโนโลยีของการบริการบนเว็บได้สร้างบทบาท ทำให้เกิดการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า e-Business รูปแบบการดำเนินการระหว่างองค์กรและหน่วยงานอื่นก็คงไม่แตกต่างจากกระบวนการทำงานแบบ e-Business เช่นกัน วิธีการทำงานจึงมีการร้องขอ และการตอบสนอง มีการตรวจสอบสิทธิ ตรวจสอบกรอบการให้บริการ การดำเนินการบนพื้นฐานความปลอดภัยในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่จุดเด่นของการบริการขององค์กรคือสามารถตอบสนองโดยการส่งสินค้าและบริการได้ทันที เพราะสิ่งที่ต้องการในรูปสินค้าที่ผู้บริการต้องการจัดอยู่ในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว จึงทำให้จัดส่งผ่านทางเครือข่ายได้ทันที ตอบสนองต่อผู้ขอใช้บริการได้โดยทันที
เมื่อข้อมูลข่าวสารที่จัดส่ง เช่น ข้อมูลรายการย่อย e-Document และสื่อมัลติมีเดียเป็นตัวกลางดิจิตอลที่นำส่งได้ง่าย ระบบการนำเสนอจึงมีแนวคิดที่จะสร้างออปเจ็กและการจัดการให้ได้ง่ายขึ้น รวมถึงวิธีการสงวนสิทธิ ซึ่งได้แก่การป้องกันลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ในระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เป็นที่แน่ชัดว่าแนวทางการเชื่อมโยงแบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้น และเป็นความจำเป็นที่จะดำเนินการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เพราะการเชื่อมโยงแบบอิเล็กทรอนิกส์ทำได้สื่อสารเร็ว ได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ให้บริการได้ดี ที่สำคัญคือทำได้ด้วยคุณภาพดี สามารถสร้างสีสรรเพื่อการนำเสนอ มีรูปแบบเป็นแบบดิจิตอล และต้องเป็นหน่วยงานบริการผ่านทางเว็บ
ดังนั้นการดำเนินการเหล่านี้จะต้องดำเนินการแบบ one stop service โดยแต่ละองค์กรจะทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งหน่วยบริการ ที่มีการให้บริการแก่มวลสมาชิกของตนเอง และเมื่อสมาชิกติดต่อขอใช้บริการแล้วจะต้องได้รับบริการที่เบ็ดเสร็จ ความสำคัญของการให้บริการจึงต้องมีระบบการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่น เพื่อดำเนินการร่วม ด้วยเทคโนโลยีของการบริการบนเว็บได้สร้างบทบาท ทำให้เกิดการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า e-Business รูปแบบการดำเนินการระหว่างองค์กรและหน่วยงานอื่นก็คงไม่แตกต่างจากกระบวนการทำงานแบบ e-Business เช่นกัน วิธีการทำงานจึงมีการร้องขอ และการตอบสนอง มีการตรวจสอบสิทธิ ตรวจสอบกรอบการให้บริการ การดำเนินการบนพื้นฐานความปลอดภัยในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่จุดเด่นของการบริการขององค์กรคือสามารถตอบสนองโดยการส่งสินค้าและบริการได้ทันที เพราะสิ่งที่ต้องการในรูปสินค้าที่ผู้บริการต้องการจัดอยู่ในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว จึงทำให้จัดส่งผ่านทางเครือข่ายได้ทันที ตอบสนองต่อผู้ขอใช้บริการได้โดยทันที
เมื่อข้อมูลข่าวสารที่จัดส่ง เช่น ข้อมูลรายการย่อย e-Document และสื่อมัลติมีเดียเป็นตัวกลางดิจิตอลที่นำส่งได้ง่าย ระบบการนำเสนอจึงมีแนวคิดที่จะสร้างออปเจ็กและการจัดการให้ได้ง่ายขึ้น รวมถึงวิธีการสงวนสิทธิ ซึ่งได้แก่การป้องกันลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ในระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การเตรียมการเข้าสู่ยุคบริการแบบ e-Government
เป็นที่แน่ชัดว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเป็นเครือข่ายสำคัญสำหรับการเชื่อมบริการระหว่างผู้ใช้บริการกับองค์กร โดยรูปแบบการให้บริการ ทั้งหมดจะผ่านทางโปรโตคอล http หรือเว็บนั่นเอง ดังนั้นการจัดการองค์กรต้องให้ความสำคัญในสิ่งต่อไปนี้
1. การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเพื่อบริการ สภาพการบริการจะเปลี่ยนไป โดยรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างรากฐานการให้บริการ โดยเฉพาะการสร้างระบบภายใน ทั้งด้านเว็บเซอร์วิสเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล ถนนข้อมูลข่าวสาร โดยเน้นการบริการทั้งภายในสถานที่และนอกสถานที่ สำหรับภายในจะต้องสร้างให้ครอบคลุมทุกแห่ง มีการวางโครงสร้างระบบแลนแบบไร้สาย เพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้ภายในองค์กร เพราะปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก จำพวกพ็อกเก็ตพีซี ปาล์ม และโทรศัพท์มือถือที่จะเรียกเข้าสู่ข้อมูลได้มากขึ้น การวางโครงร่างเหล่านี้จึงมีความจำเป็นสำหรับระบบการให้บริการ
2. การจัดเตรียมฐานข้อมูลและเนื้อหาที่จะให้บริการ โดยปกติการบริการแบบเว็บจำเป็นต้องมีเนื้อหา ข้อมูลและสิ่งที่จะบริการอยู่ภายใต้ระบบดิจิตอล การสร้างเนื้อหาของตนเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเนื้อหาภายในของตนเองจะเป็นข้อต่อลองการให้บริการและการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยน หากตนเองมีเนื้อหาที่น่าสนใจการดำเนินแลกเปลี่ยน หรือการสร้างอำนาจต่อรองการแลกเปลี่ยนเพื่อการบริการก็ทำได้ง่ายขึ้น องค์กรที่เล็งเห็นการณ์ไกลโดยเฉพาะองค์กรของรัฐจะต้องมีฐานข้อมูลดิจิตอลเพื่อการบริการของตนเอง เพื่อการดำเนินการแลกเปลี่ยนและให้บริการกับผู้อื่น โดยเฉพาะในยุคต่อจากนี้ ข้อมูลเนื้อหาแบบดิจิตอลจะมีบทบาทและมีราคาที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น
3. การปรับความคิด (paradigm thinking) ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการทำงานและการให้บริการต้องเปลี่ยนจากสถานการณ์เชิงรับเป็นเชิงรุก เพราะความต้องการของผู้ใช้จะมีพลังกดดันมากขึ้น วิธีการขอใช้บริการจะผ่านทางเครือข่าย การปรับเปลี่ยนความคิดและเตรียมการในเรื่องต่างๆ จึงต้องปรับให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงเพื่อขอใช้บริการ
4. การสร้างหน่วยเครือข่ายย่อย แนวคิดการดำเนินการจะมีลักษณะการสร้างองค์กรเป็นหน่วยเครือข่ายย่อย กระจายการให้บริการตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ เช่น กระจายในส่วนคณะ วิทยาเขต แต่การมองเห็นทรัพยากรบริการจะต้องเป็นแบบรวมกัน (integrated) และร่วมมือกัน การสร้างองค์กรในอนาคตจึงเน้นความเป็นเอกภาพในเรื่ององค์กรเครือข่าย (network organize) เพื่อให้องค์กรเติบโตเพื่อการบริการ
5. การพัฒนากำลังคน บทบาทสำคัญต่อการบริการผ่านเว็บมีรูปแบบใหม่ที่จะต้องเตรียมการทางด้านกำลังคน เพราะผู้ให้บริการจะมีหน้าที่แตกต่างออกไป มีการบริหารจัดการข้อมูลการให้บริการ สภาพการดำเนินการจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีไอทีมากขึ้น การปรับตัว และเรียนรู้เพื่อการดำเนินการจึงต้องเร่งกระทำและกระทำในลักษณะครอบคลุมทั้งหมด
อนาคต
ด้วยอัตราเร่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยกรอบการเปลี่ยนแปลงวิถีความต้องการของผู้ใช้บริการ ทำให้อนาคตของการบริการองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปมาก กรอบความรู้และเนื้อหาแบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้น และมีบทบาทสำคัญที่องค์กรจะต้องเร่งปรับเปลี่ยนให้ทัน
การบริการขององค์กรจึงต้องยึดหลักในเรื่องที่ทำให้การบริการได้ทั่วถึง รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ มีกรอบเนื้อหาที่ดูแลและจัดการได้เพิ่มมากขึ้น และบริการได้ตลอดเวลา
การปรับเปลี่ยนกำลังเกิดขึ้นแล้ว
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
-
“การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากขาดกรุงสุโขทัย อยุธยา ลพบุรี ประเทศไทยก็หมดความหมาย งานวัฒนธรรมประกอบด้วย บ้านไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ดนตรีและการละครฟ้อนรำ ภูมิปัญญาชาวบ้านฯลฯ เป็นทุนทางวัฒนธรรม เป็นมรดกสำคัญของชาติ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ การส่งเสริม การรักษา การทำนุบำรุง เป็นบทบาทหน้าที่ของคนไทยทุกคน คนไทยควรมีบทบาทอย่างไร ๑.มีจิตสำนึกในการรักวัฒนธรรมไทย๒.หวงแหนและปกป้องการถูกทำลาย๓.ศึกษา สำรวจ ส่งเสริม เผยแพร่และ อนุรักษ์
-
คุณธรรม หมายถึง การประพฤติและปฏิบัติ ในสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อตนเองและสังคม (ตามหลักธรรมของศาสนา) คุณธรรม ๔ ประการประกอบด้วย ๑.การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองและผู้อื่น๒.การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ ความดี๓.การอดทน อดกลั้น และอดออม ไม่ประพฤติทุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด๔.การรู้จักเสียสละให้กับส่วนรวม
-
การพัฒนาบุคลิกภาพ (Development personality for Thai people) ๑.พัฒนาทางวาจา ๒.พัฒนาทางใจ ๓.พัฒนาทางกาย
-
โบราณอุบาย หมายถึง ประโยคที่คนโบราณพูดไว้เพื่อป้องกัน ป้องปรามไม่ให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ของบุคคลในครอบครัว ในสังคม จุดมุ่งหมายของโบราณอุบาย๑.ป้องกันอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ๒.ให้มีความสำรวมระวัง๓.เพื่อความสะอาดและสุขอนามัย๔.เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย๕.เรื่องทั่วๆ ไปหรือเบ็ดเตล็ต
-
จริยธรรม (Ethics) หมายถึง การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยกายคุณธรรม (Moral) หมายถึง การคิดดี คิดชอบ คิดช่วย ด้วยจิตใจ"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ผู้บริหารสถานศึกษา จึงเป็น ทั้งนาย และบ่าวในบุคคลคนเดียวกัน เมื่อเราเป็นผู้บริหาร (นาย) ต้องพิจารณาด้วยจิตก่อนจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชา (บ่าว) ปฏิบัติอย่างไร ผู้บริหารจึงจะต้องมีจริยธรรมและคุณธรรมควบคู่กันไป สถานศึกษาประกอบไปด้วยผู้ทรงภูมิ ผู้รู้ ผู้เป็นปราชญ์ ผู้ปกครองและนักเรียน ผู้บริหาร ฯ จึงต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหาร ผู้บริหารฯ ผู้อำนวยการ หมายถึง ผู้ที่ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง โดยวิธีการต่างๆ ให้ได้ผลงานที่ดี ผู้บริหารจะต้องรอบรู้และรู้รอบในเชิงบริหารทรัพยากรมนุษย์ วิชาการ ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมอริสโตเติลนักปราชญ์ระดับโลกกล่าวไว้ว่า ผู้บริหารจะต้องยึดถือ ๔ หลัก ดังนี้
-
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
-
โลกนิทานหลวง
-
มารู้จักอาเซียนกันเถอะ
-
คนไทยกับอาเซียน
-
hyperpeople what happens after we’re all connected
-
Perspectives on Free and Open Source Software
-
ชาดก 500 ชาติ เล่ม 4
-
Democratizing Innovation
-
รายงานผลการวิจัย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรต่อวิถีชีวิตของประชากรกับทิศทางการออมในอนาคต









