ดาราจักรทางช้างเผือก

“กาลิเลโอ กาลิเลอี” ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นโดยใช้เลนซ์ทำด้วยแว่นขยายสามารถขยายให้มองเห็นภาพใหญ่โตได้ราว 20 เท่า ส่องขึ้นไปค้นหาความลับของดวงดาวบนสวรรค์ พบกับความผิดหวังเพราะว่า ดวงจันทร์ ที่ทอแสงสว่างสดใสนวลใยงดงามในยามค่ำคืนนั้น แท้จริงแล้วเป็นดาวพระเคราะห์หิน มีพื้นผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อหาความสวยงามอะไรไม่ได้เลย ทั้งยังเต็มไปด้วยความแห้งแล้งอ้างว้างปราศจากสิ่งมีชีวิตจิตวิญญาณ นอกจากนั้นยังค้นพบว่า ดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นดาวพระเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของดาวพระเคราะห์ทั้งหลายใน “ระบบสุริยจักรวาล” แท้จริงแล้วเป็นดาวพระเคราะห์ก๊าซ ซึ่งมีดาวบริวารหลายดวงโคจรวนเวียนโดยรอบอยู่ตลอดเวลา แต่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจประทับใจที่สุดก็คือ แถบฝ้าสีขาวจางที่เรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้ายาวเหยียดจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ในยามค่ำคืนแท้จริงแล้วเป็น “กลุ่มดาวฤกษ์” ที่มีแสงสว่างในตัวเองจำนวนมหาศาล ทอแสงระยิบระยับเป็นประกายงามจับตา บ้างก็รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนมีขนาดใหญ่บ้าง ขนาดเล็กบ้างสลับกันไป บ้างก็อยู่กระจัดกระจายห่างไกลกันออกไป อาจเปรียบได้กับชุมชนแห่งดวงดาว ที่มีลักษณะคล้ายกับการจัดระบบ หมู่บ้าน ตำบล เมือง นคร มหานคร และอาณาจักรน้อยใหญ่แผ่ขยายตัวไปกว้างไกลเหมือนดังประเทศในทวีปต่างๆ เหมือนอย่างในโลกของเรา

 

                นับเป็นครั้งแรกที่ชาวโลกตะวันตกได้พบเห็น กลุ่มดาวที่เป็นแถบฝ้าสีขาวจางทอแสงสว่างทอดเป็นทางยาวไปในท้องฟ้า ชาวกรีกในสมัยโบราณมองเห็นแถบฝ้าสีขาวจางว่าเปรียบดังทางน้ำนม จึงขนานนามชุมชนแห่งดวงดาวที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นว่า“Galaktos” ซึ่งแปลว่า “น้ำนม” ด้วยเหตุนี้ชุมนุมแห่งดวงดาวที่เคยเป็นความลับมืดมนมาตลอดกาล นักดาราศาสตร์จึงขนานนามว่า “ดาราจักร” หรือ “Galaxy” ซึ่งมีรากฐานที่มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่าน้ำนม การค้นพบ “ดาราจักรทางช้างเผือก” หรือ “ดาราจักรทางน้ำนม” ของนักดาราศาสตร์ยุคใหม่ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงโฉมหน้าของ ความจริงและความลับที่ไม่เคยมีใครเคยรู้เกี่ยวกับ “ดาราจักร” (Galaxy) ว่าแท้จริงแล้วเปรียบดัง “มหาอาณาจักรแห่งดาวฤกษ์” ที่มีความกว้างใหญ่ไพศาลสุดประมาณ เมื่อเทียบกับ “ระบบสุริยจักรวาล” บ้านของเราแล้วจะเห็นว่า “ระบบสุริยจักรวาล” มีขนาดเล็กจิ๋วเหมือนตัวไวรัสที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

                จากการค้นพบ “ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” ของเทพอวตาร “กาลิเลโอ กาลิเลอี” ได้ไขปริศนาอันลี้ลับซับซ้อนของจักรวาลยุคใหม่ให้กระจ่างชัดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าผู้ค้นพบความจริงจะถูกคริสตจักรแห่งสำนักวาติกัน กล่าวหาว่าเป็นความคิดเห็นของพวกนอกรีต ถูกจับกุมตัวไปฟ้องร้องต่อศาลทางศาสนาในกรุงโรม ต้องคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต และห้ามไม่ให้เผยแพร่ความจริงที่ค้นพบว่า “โลกกลม” บังคับให้ถอนคำพูดว่า ดวงอาทิตย์ เป็นศูนย์กลางของ “ระบบสุริยจักรวาล” ก็ตาม แต่บังเอิญหลักฐานการค้นคว้าทางดาราศาสตร์ได้มีผู้ลักลอบนำออกไปพิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศ ไม่สามารถปิดกั้นความจริงและความลับของจักรวาลแก่ชาวโลก ทั้งยังได้ช่วยไขปริศนาให้นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ยุคต่อมา ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมีความรอบรู้เกี่ยวกับจักรวาลอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน ถึงขนาดเพียงไม่กี่ร้อยปี มนุษย์สามารถสร้างยานอวกาศเดินทางไปสำรวจดาวพระเคราะห์ นำกล้องโทรทัศน์อินฟราเรดอันทันสมัย ขึ้นไปติดตั้งบนดาวเทียมที่โคจรไปรอบโลก ให้ถ่ายภาพความลึกลับของดาราจักร ส่งข้อมูลกลับมายังโลกโดยอัตโนมัติ

                ความจริงและความลับใหม่ที่ค้นพบ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้มากมายเกินพอ ที่จะใช้ยืนยันถึงที่มาของการเกิด “จักรวาลใหม่” (New Cosmos) ซึ่งเราจะเห็นกันอยู่ในปัจจุบันว่า เกิดมาจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุด ความร้อนแรงได้เผาไหม้ “จักรวาลเก่า” (Old Cosmos) ให้กลายเป็นเศษขี้เถ้าฝุ่นละอองธุลีแผ่กระจายปกคลุมห้วงอวกาศอันไพศาล เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว พยานหลักฐานเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เกือบทั้งหมดยอมรับว่า“ทฤษฎีบิ๊กแบ๊ง” เป็นทฤษฎีที่อธิบายให้เห็นถึง “การกำเนิดจักรวาล” และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก น่าเชื่อถือที่สุด ทั้งยังเชื่อต่อไปว่าเป็น “การดับเพื่อเกิดใหม่ไม่ใช่การดับสูญ”ของดวงดาวและสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและวนเวียนไปในรูปวงจรไปตลอดกาล แตกต่างกับความเชื่อในทางศาสนาที่เรียกกันว่า “นิรวาณ” หรือ “นิพพาน” อันเป็นการ “ดับสูญ” หรือ “ความหลุดพ้น” เป็นความจริงหรือ

                การระเบิดของจักรวาลเก่าตาม “ทฤษฎีบิ๊กแบ๊ง” ทำให้นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ค้นพบว่า “สสาร” และ “พลังงาน” เป็นสิ่งเดียวกัน สามารถเปลี่ยนแปลงแปรรูปกลับไปกลับมาได้ตรงกับความเชื่อใน “คัมภีร์พระเวท” ที่กล่าวว่า “ไฟในสวรรค์” หรือ “พรหมมัน”บันดาลให้เกิด “สสาร” ขึ้นในโลกซึ่งในภาษาอินเดียเรียกว่า “ประกฤติ” และสิ่งที่มีอำนาจแต่ปราศจากตัวตน คือ “พลังงาน” เรียกว่า “ปุรุษะ” หรือ “อัตมัน” หรือ “ชีวาตมัน” หรือ“จิตวิญญาณ” หรือที่ศาสนาพุทธเรียกว่า “ธาตุรู้” เกิดขึ้นมาในโลก เมื่อเศษเถ้าธุลีฝุ่นละอองของดวงดาวที่ถูกเผาไหม้เปลี่ยนรูปจาก “สสาร” กลับกลายเป็น “พลังงาน” แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่มหึมาจนมืดมิด พลังแรงขับเคลื่อนผลักดันให้เศษเถ้าฝุ่นละอองธุลีเคลื่อนไหวหมุนเวียนรวมตัวกันเข้าเป็นรูปกายวัตถุธาตุของ “ดาวเคราะห์” “ดาวฤกษ์” เป็น “ดาราจักร” และกลายเป็น “จักรวาลใหม่” ดังที่ทราบกันอยุ่ในปัจจุบัน หากคิดคำนวณการเกิด “จักรวาลใหม่” ตามสูตรทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วยดวงดาวมากมายถึง 10 ยกกำลัง 11 มีค่าเท่ากับจำนวน “ดีเอ็นเอ” ในรูปกายของคนเราอย่างบังเอิญที่สุด

“จักรวาลใหม่” ประกอบด้วย “ดาราจักร” มากมายหลายล้านล้านดาราจักร หมุนเวียนรอบตัวเองและเคลื่อนที่ไปใน “เอกภพ” (Universe) ตลอดเวลา “ดาราจักรทางช้างเผือก” (Milky Way Galaxy) เป็นแต่เพียงดาราจักรขนาดกลางดาราจักรหนึ่งของจักรวาลใหม่ ซึ่ง “ระบบสุริยจักรวาล” และ “โลกของเรา” รวมอยู่ภายในโครงสร้าง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า “ระบบสุริยจักรวาล” (Solar System) ของเราเพิ่งก่อกำเนิดขึ้น เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน อีกหลายล้านปีต่อมาได้วิวัฒนาการเป็น “โลก” (Earth) และบังเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในโลก กล่าวกันว่ามนุษย์เพิ่งรู้จักเรียนรู้ธรรมชาติ สั่งสมประสบการณ์จนสามารถสร้างอารยธรรมและ “องค์ความรู้” ขึ้นมาได้เมื่อราว 10,000 ปีนี่เอง

                การค้นพบความจริงความลับของ “นิโคลัส โคเปอร์นิคัส” พิสูจน์ให้เห็นว่า โลกของเรารวมอยู่ในโครงสร้างของ “ระบบสุริยจักรวาล” เมื่อราว 500 ปีก่อน ต่อมา “กาลิเลโอ กาลิเลอี” ค้นพบว่า “โลกกลม” โลกหมุนรอบตัวเองและโคจรไปรอบดวงอาทิตย์“เซอร์ไอเซ็ค นิวตัน” ค้นพบว่าการหมุนรอบตัวเองของโลกทำให้เกิดแรงดึงดูด “ไมเคิล ฟาราเดย์” ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นถึงรากฐานการกำเนิดแม่เหล็กไฟฟ้า แรงดึงดูด และแรงผลัก ต่อมา “เจมส์ คลาร์ก แม็กเวลล์” ค้นพบว่าภายในแสงอาทิตย์มีคลื่นแม่เหล็กและคลื่นไฟฟ้า เคลื่อนที่ด้วยการเกิดดับสลับแกนกันไปตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้มีสติปัญญาความสามารถดุจเทพอวตารอีกมากมาย พากเพียรค้นหาความจริงและความลับของจักรวาลสืบต่อมาสมัยนักวิทยาศาสตร์สุดยอดอัจฉริยะแห่งยุคคือ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ค้นพบ “ทฤษฎีสัมพัทภาพ” ทำให้โลกรู้ว่า “สสาร” กับ “พลังงาน” เป็นสิ่งเดียวกันและมีคุณสมบัติเป็น “โฟตอนแสง” เคลื่อนที่ไปในลักษณะเป็น “คลื่นอานุภาค” ด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที ปฏิวัติโลกเข้าสู่ “ยุคดิจิตอล” มนุษย์สามารถพัฒนาอะตอมธาตุให้กลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ใช้คลื่นแสงเป็นพลังงานบังคับให้ควบคุมกลไกทำงานทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เส้นใยแก้วนำแสง เครื่องเล่นซีดี วีซีดี ดีวีดี และอีกมากมายที่ทำงานด้วยแสงเลเซอร์ อันแสนมหัศจรรย์พันลึก ดุจดังการทำงานของ “คลื่นพลังจิตวิญญาณ” ที่ไร้ตัวตนในรูปกายของมนุษย์ ความรู้รอบตัวในวิทยาศาสตร์ใกล้เคียงกับคำว่า “อนัตตา” ในพุทธศาสนาเข้าไปทุกที

                ในปัจจุบันโลกของเราได้กลายเป็นโลกแห่งวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ไม่มีใครโต้แย้งและปฏิเสธได้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ โลก ซึ่งเป็นบ้านของเราเป็นเพียงดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งใน “ระบบสุริยจักรวาล” ซึ่งอาจเปรียบได้ดุจดังครอบครัวของดาวพระเคราะห์ ที่มีการโคจรหมุนเวียนไปมาในรูปวงจรไปในจักรวาล ส่งคลื่นพลังรังสีไปมาถึงกันอยู่ตลอดเวลา โดยมีแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ เป็นสื่อสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ ดังนั้นการที่ใครจะกล่าวว่า “วิชาโหราศาสตร์” เป็นความเชื่อในเรื่องงมงายไร้เหตุผล ดูหมิ่นว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจะมีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของคนเราในโลก เพราะว่านอกจากความสัมพันธ์ระหว่าง โลกของเรา ดาวพระเคราะห์ทั้งหลายใน “ระบบสุริยจักรวาล” แล้ว ยังสัมพันธ์กับกลุ่มดาวฤกษ์ใน“ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” และ “ระบบดาราจักรเพื่อนบ้าน” อีกมากมายด้วย

“ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” เพียงดาราจักรเดียวก็มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลสุดประมาณ มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างไกลถึง 100,000 ปีแสง มีขนาดความหนา 1,000 ปีแสง ประกอบด้วยดวงดาวมากมายถึง 200,000 ล้านดวง มีรูปร่างแบบ “กังหันบาร์” (Barredspiral Galaxy) หมุนรอบตัวเองและเคลื่อนที่ไปในเอกภพ ในอัตราความเร็ว 220 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที “ระบบสุริยจักรวาล” และ “โลกของเรา” ตั้งอยู่บริเวณปลายขอบแขนกังหันบาร์ของ “ดาราจักรทางช้างเผือก” ด้านหนึ่งมีชื่อเรียกว่า “โอเรี่ยน” (Orion Arm) ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางของ “ดาราจักรทางช้างเผือก” มีระยะทางถึง 28,000 ปีแสง ระยะไกลแสนไกลถึงขนาดนี้ บางคนอาจคิดว่าคลื่นพลังแสงดาวฤกษ์ของ “ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” ไม่น่าที่จะเดินทางมาถึงโลก และเข้ามามีอิทธิพลอะไรต่อโลกต่อธรรมชาติและมวลชีวิตในโลกของเราได้เลย นอกจากนั้นความห่างไกลยังทำให้นักดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ในสมัยโบราณเกือบทุกชาติ ไม่มีใครรู้จักหรือกล่าวถึงชื่อเสียงตลอดจนอิทธิฤทธิ์พิษสงของดาวฤกษ์ใน “ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” มาก่อนเลย คงมีแต่โหราจารย์ชาวอารยันในยุคพระเวทเท่านั้น ที่กล่าวถึงเรื่องราวระบบย่อยของ“ระบบดาราจักรทางช้างเผือก” เรียกว่า “ดาว 12 นักษัตร”

                หลักฐานสำคัญที่ปรากฏอยู่ใน “คัมภีร์โชติยศาสตร์” อันเก่าแก่ ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ในวิชาดาราศาสตร์ และ โหราศาสตร์ อันสูงส่งควบคู่กับ “คัมภีร์พระเวท” กล่าวถึงความรอบรู้ในเรื่อง “ดาว 12 นักษัตร” โดยถือว่าเป็น “ดาวประจำปี” เรียกว่า “ปีนักษัตร”โหราจารย์ใช้เป็นกฏเกณฑ์ในการคิดคำนวณการโคจรของ ดวงดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ในจักรวาล เพื่อนำมาสร้าง “ปฏิทิน” สำหรับนับวันเวลาในโลก โดยจำแนกแยกย่อยย่อลงเป็น เดือน สัปดาห์ วัน ชั่วโมง นาที วินาที ที่ล่วงมาแล้วในอดีต คิดคำนวณเกี่ยวกับวันเวลาในปัจจุบันและในอนาคต ความรอบรู้อย่างกว้างขวางในวิชาดาราศาสตร์ได้รวบรวมไว้ในคัมภีร์อันมีชื่อเสียงรู้จักกันดีในวงการโหราศาสตร์มีชื่อว่า “คัมภีร์สุริยาตร” ซึ่งบรรดาพระราชครูปุโรหิตโหราจารย์ประจำราชสำนักของกษัตริย์ ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับศิลปวัฒนธรรมอินเดียในสมัยต่อมา เช่น พม่า ไทย เขมร เวียดนาม ลาว ชวา ศรีลังกา ต่างยึดถือกฏเกณฑ์ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่มือในการคิดคำนวณ ดังนี้คือ

                800 ปีนักษัตร        เท่ากับ 292,207 วัน

                702 ดิถีมาส          เท่ากับ 20,761 วัน

                57 รอบราหู           เท่ากับ 1,060 ปีนักษัตร

                การนำวิธีการคิดคำนวณ วัน เดือน ปี จากการโคจรของดวงดาวไปในจักรราศีมาเป็นเกณฑ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโคจรของ ดวงอาทิตย์ ซึ่งโคจรไปตาม เส้นสุริยวิถี ครบรอบหนึ่งเรียกว่า “ปีสุริยาตร” ดวงจันทร์ โคจรไปตาม เส้นจันทรมรรค ผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ต่างๆ ในจักรราศีครบรอบหนึ่งเรียกว่า “ดิถีมาส” และราหู ซึ่งโคจรไปในจักรราศีในอัตราเฉลี่ยประมาณ 190.6344 ฟิลิปดา ต่อ 1 วัน ครบรอบหนึ่งใช้เวลาในราว 18.6 ปีเรียกกันว่า “ราหูอวตาร” กฏเกณฑ์การโคจรของดวงดาวที่ใช้สำหรับคิดคำนวณสร้าง “ปฏิทิน” ในสมัยโบราณ มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนวกวนยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ โหราจารย์จึงได้ผูกข้อคิดเป็นปริศนาในปรัชญาโหราศาสตร์ว่า

“อาทิตย์เป็นวัน จันทร์เป็นเดือน ราหูเป็นปี”

                หลักการนับเวลาในวิชาโหราศาสตร์ โดยยึดถือ 800 ปีนักษัตร 702 ดิถีมาส และ 57 รอบราหู จึงถือเป็นสูตรสำเร็จสำหรับใช้ในการอ้างอิง เชื่อกันว่าเมื่อครบ 800 ปีนักษัตร ดาวพระเคราะห์ทุกดวงจะโคจรกลับมาอยู่ที่เดิมทั้งหมด แต่เมื่อคิดคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว ปรากฏว่าในรอบ 800 ปี ดวงจันทร์โคจรคลาดเคลื่อนเลยไปจากที่เก่าไปในราว 24 องศา ราหู คลาดเคลื่อนไปจากเดิมในราว 7 องศา เพื่อแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าว ตามจารีตประเพณีโบราณ พระราชาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นจะต้องแสดงพระราชอำนาจในการทำพิธี “ลบศักราช” เพื่อให้โหราจารย์แห่งราชสำนักคิดคำนวณตัดวันเวลาที่คลาดเคลื่อนทิ้งไปเสีย แล้วทรงทำพิธีประกาศ “ตั้งศักราชใหม่” ขึ้นมาแทนที่ พร้อมกันนั้นก็ทำพิธีประกาศตั้ง “ปีศักราชประจำรัชการ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ โดยยึดถือจารีตประเพณีในการประกาศตั้ง “ปีกลียุคศักราช” เป็นหลักสำคัญ มีหลักฐานในตำนานเก่าแก่กล่าวว่า

“ปีกลียุคศักราชที่ 1” ประกาศตั้งขึ้นใน “ปีมะเส็งนักษัตร”

                สันนิษฐานกันว่าพระราชาธิราชชาวอารยัน ซึ่งเข้าไปตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปได้รบพุ่งได้รับชัยชนะเหนือชนพื้นเมืองแล้ว พระองค์ทรงประกาศตั้ง “ปีกลียุคศักราช” ขึ้นใน“ปีมะเส็งนักษัตร” อันมีรูปงูเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ถือกันว่าเป็นปีศักราชเก่าแก่ที่สุด ซึ่งพระราชาธิราชชาวอารยันได้ยึดถือเป็นจารีตประเพณีสืบต่อกันมา จนกระทั่งถึงสมัยเมื่อ สมเด็จพระอัยกาธิราชของพระพุทธเจ้า ทรงสถาปนากรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี พระองค์ประกาศตั้ง “ปีอัญชันศักราช” ขึ้น ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พุทธศาสนิกชนได้ประกาศตั้ง “ปีศักราชทางศาสนา” เรียกว่า “ปีพุทธศักราช” เมื่อนำไปเทียบเคียงกับ “ปีกลียุคศักราช” ทำให้ทราบแน่นอนว่า “ปีพุทธศักราชที่ 1” ประกาศตั้งขึ้นภายหลัง “ปีกลียุคศักราช” ถึง 2411 ปี หลักฐานเหล่านี้ยืนยันให้เห็นว่าชาวอินเดีย มีวิชาความรู้ในวิชาดาราศาสตร์เกี่ยวกับ “ระบบดาว 12 นักษัตร” มาช้านานแล้ว

                ภายหลังจากพุทธศาสนิกชนได้ประกาศตั้ง “ปีพุทธศักราช” ล่วงมาได้ราว 600 ปีเศษ พระราชาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ทางภาคใต้ของอินเดีย ทรงมีอานุภาพรบพุ่งปราบปรามอาณาจักรใหญ่น้อยไว้ในอำนาจได้หมดสิ้น พระองค์ทรงประชุมพระราชาพระอนุชาทั้งหลายในจักรวรรดิของพระองค์ ทรงทำพิธี “ลบปีศักราช” เสร็จสิ้นแล้วประกาศตั้ง “ปีศักราชใหม่” เรียกกันว่า “ปีมหาศักราช” ได้รับความนิยมแพร่หลายในราชอาณาจักรต่างๆ ไปเกือบทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                จนกระทั่งพุทธกาลล่วงเลยมาได้กว่า 1,000 ปี ปรากฏข้อความในตำนานพงศาวดารเหนือกล่าวถึง พระเจ้าสักรดำมหาราชาธิราช ซึ่งยังไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชอาณาจักรใด บางตำนานก็อ้างว่าเป็นกษัตริย์มอญ บางตำนานอ้างว่าเป็นกษัตริย์พม่า แต่หลักฐานประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรที่มีอำนาจยิ่งใหญ่อยุ่ในคาบสมุทรอินโดจีน พงศาวดารจีนจดบันทึกว่ามี “อาณาจักรจามปา”“อาณาจักรกัมพูชา” และ “อาณาจักรตามพรลิงค์”

                พงศาวดารจีนในสมัยราชวงศ์สุยกล่าวว่า กองทัพของอาณาจักรจามปาและอาณาจักรกัมพูชา ได้บุกรุกเข้าไปในแคว้นอันหนำ(เวียดนาม) ซึ่งเป็นแว่นแคว้นหนึ่งของจีน พระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ จึงส่งทูตเดินทางมาติดต่อทางพระราชไมตรีกับ อาณาจักรลึกลับแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.1150 พงศาวดารจีนเรียกอาณาจักรนี้ว่า “เชี๊ยะโท้วก๊ก” แปลว่า ประเทศดินแดง สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง“อาณาจักรตามพรลิงค์” ก่อนที่จะพัฒนาการไปเป็น “จักรวรรดิศรีวิชัย” ในราว พ.ศ.1200 กองทัพเรือศรีวิชัยได้รบพุ่งปราบปรามอาณาจักรกัมพูชาแตกสลายไป พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ถังจดบันทึกว่า อาณาจักรกัมพูชา ถูกแบ่งแยกเป็น “แคว้นเขมรบก” และ “แคว้นเขมรน้ำ” พงศาวดารจามาระบุว่า กองทัพเรือพวกศรีวิชัยบุกไปโจมตีเผาผลาญบ้านเมืองทำลายเทวสถานพินาศไปหมดสิ้น ได้รื้อถอนขนเอาศิวลึงค์กลับไป ความมีอำนาจยิ่งใหญ่ของพระราชาธิราชแห่งกรุงตามพรลิงค์ ซึ่งพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์สุยจดบันทึกพระนามว่า “พระเจ้าหลีฟูโตเส” ทำให้สันนิษฐานว่า พระราชาธิราชพระองค์นี้น่าจะเป็นผู้ทรงทำพิธีลบศักราช ใน พ.ศ.1180 และทรงประกาศตั้ง “ปีจุลศักราช” ขึ้นใหม่ในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.1181 พงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยานิยมใช้ “ปีจุลศักราช” เป็นเกณฑ์ในการสร้าง ปฏิทิน และจดบันทึกเหตุการณ์จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.2310

                พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงใหม่ ปีขาลนักษัตร พ.ศ.2325 ในเวลาเดียวกันพระองค์ได้ทรงประกาศตั้ง “ปีรัตนโกสินทร์ศักราช” หรือ ร.ศ. ขึ้นเป็นปีศักราชประจำพระนคร


พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
(สรรเพชญ ธรรมาธิกุล)
4 มิถุนายน 2551

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 คะแนน 0.00 ดาว (จาก 0 คน)

Please login to comment
  • No comments found
Copyright © 2013 • Thailand Knowledge Center
 
Font :
A-
A
A+
X

กรุณากรอกแบบสำรวจความพึงพอใจการใช้งานเว็บไซต์คะ

ท่านชื่นชอบ/ต้องการองค์ความรู้ด้านใดเป็นพิเศษ